วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

Technology Lesson 10 : การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ

การปฏิบัติตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ

1. แนวคิดสำคัญในศตวรรษที่ 21

     1.1 จิตสำนึกต่อโลก
     1.2 ความรู้พื้นฐานด้านการเงินเศรษฐกิจธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ
     1.3 ความรู้พื้นฐานด้านพลเมือง
     1.4 ความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพ
     1.5 ความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม

2. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 

     2.1 ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
     2.2 การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ไขปัญหา
     2.3 การสื่อสารและการร่วมมือทำงาน

3. ทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี

          ทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยีนั้นจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนและเรียนรู้เพื่อให้มีสามารถปฏิบัติตนเพื่อรองรับต้อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีในกระแสโลกาภิวัฒน์ซึ่งจำเป็นต้องมี
     3.1 ความรู้พื้นฐานด้านสารสนเทศ
     3.2 ความรู้พื้นฐานด้านสื่อ
     3.3 ความรู้พื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

4. ทักษะชีวิตและการทางาน สำคัญในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขซึ่งประกอบด้วย 

     4.1 ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว
     4.2 ความริเริ่มและการชี้นำตนเอง
     4.3 ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม
     4.4 การเพิ่มผลผลิตและความรู้รับผิด
     4.5 ความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ

Technology Lesson 10 : การปฏิรูปการทำงานกับการใช้ข่าวสารบนฐานเทคโนโลยีในอนาคต

การปฏิรูปการทำงานกับการใช้ข่าวสารบนฐานเทคโนโลยีในอนาคต

1. การปฏิรูปการทางานกับการใช้ข่าวสารบนฐานเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต

     1.1 การปฏิรูปรูปแบบการทำงานขององค์กรเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการปฏิรูปรูปแบบของการทำงาน
     1.2 มีการจัดการเชิงกลยุทธ์ ขององค์กรเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
     1.3 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อให้การทำงานคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในองค์กร
     1.4 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในอนาคต

2.การปรับตัวขององค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง 

     2.1 ทำความเข้าใจต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อธุรกิจปัจจุบัน
     2.2 วางแผนพัฒนาระบบสารสนเทศ
     2.3 พัฒนาระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลหรือความรู้ขององค์กร
     2.4 พัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

Technology Lesson 10 : เทคโนโลยีสารสนเทศกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

เทคโนโลยีสารสนเทศกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

1. เทคโนโลยีสารสนเทศกับความรับผิดชอบต่อสังคม

     1.1 ความรับผิดชอบต่อสังคมระดับบุคคล
          1.1.1 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีจริยธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย
          1.1.2 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์และเป็นมิตรที่ดีกับคนอื่น
          1.1.3 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อก่อให้เกิดความรักสามัคคีในหมู่คณะ
          1.1.4 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างกิจกรรมทางสังคมที่เป็นประโยชน์
          1.1.5 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรักษาสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน

     1.2 ความรับผิดชอบต่อสังคมระดับองค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) หมายถึง การดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนและสังคมภายใต้หลักจริยธรรมการกำกับดูแลที่ดี (good governance) เพื่อนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น

2. เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม

     2.1 เป้าหมายของกรีนไอที
          2.1.1 การออกแบบจากแหล่งกำเนิดไปยังแหล่งกำเนิดการใช้งานของสิ่งต่างๆก็จะเป็นวัฎจักรของผลิตภัณฑ์โดยการสร้างผลิตภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ (recycle)
          2.1.2 การลดข้อมูลเป็นการลดทิ้งและมลพิษโดยการเปลี่ยนรูปแบบของการนำไปสร้างผลิตภัณฑ์และการบริโภค
          2.1.3 พัฒนาสิ่งใหม่ๆเป็นการพัฒนาเพื่อเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นการนำซากสัตว์มาเป็นเชื้อเพลิงหรือทางเคมีแต่ก็อาจทำให้สุขภาพและสภาพแวดล้อมเสียหายได
          2.1.4 ความสามารถในการดำรงชีวิตสร้างศูนย์กลางทางด้านเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์
          2.1.5 พลังงานต้องรับรู้ข่าวสารทางด้านเทคโนโลยีสีเขียวรวมไปถึงการพัฒนาของเชื้อเพลิง
          2.1.6 สภาพสิ่งแวดล้อมนำไปสู่การค้นหาสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อค้นหาสิ่งที่บรรลุและวิธีที่ทำให้เกิดการกระทบกับสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด

     2.2 ตัวอย่างของกรีนไอที
          2.2.1 กรีนคอมพิวเตอร์ (green computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอื่นๆ

3. สภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการใช้งานระบบไอที

            เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่นี้ก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อม แต่พอเครื่องคอมพิวเตอร์หมดอายุการใช้งานกลายเป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งอุปกรณ์บางอย่างก็ไม่สามารถย่อยสลายได้

Technology Lesson 10 : แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต

          ในปัจจุบันเป็นยุคของกระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบก้าวกระโดด ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 2 องค์ประกอบ คือ เทคโนโลยีเพื่อการประมวลผล คือ ระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีเพื่อการเผยแพร่ คือ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีอื่น ๆ

          1. ระบบคอมพิวเตอร์ 

               1.1 ฮาร์ดแวร์
                    1.1.1 แท็บเล็ต (tablet)
                    1.1.2 สมาร์ทโฟน (smartphone)
               1.2 ซอฟต์แวร์
                    1.2.1 Software as a Service (SaaS)
                    1.2.2 โมบายแอปพลิเคชัน (mobile application)
               1.3 คลาวด์คอมพิวติ้ง (cloud computing)

          2. ระบบสื่อสารโทรคมนาคม

               2.1 เครือข่ายสังคมออนไลน์ (online social network) หมายถึง เว็บไซต์ที่ให้บริการผู้ใช้ให้สามารถสร้างเว็บโฮมเพจของตนเขียนเว็บบล็อกโพสต์รูปภาพวิดีโอ ดนตรี เพลง รวมถึงการแชร์ความคิดและสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่สนใจได้
               2.2 โซเชียลคอมเมิรซ์ (Social Commerce) คือการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการค้าขายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) เป็นการนำโซเชียลมีเดีย (social media) และสื่อออนไลน์แบบต่างๆมาช่วยในการสร้างการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อช่วยในการขายสินค้าออนไลน์ต่างๆ

          3. แนวโน้มอื่นๆด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

               3.1 แนวโน้มด้านข้อมูลบริษัทฮิตาชิดาต้าซิสเต็มส์ได้คาดการแนวโน้มด้านข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 มีดังนี้
                    3.1.1 ความมีประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บข้อมูล (storage efficiency) จะมีมากขึ้น
                    3.1.2 จะมีการผสมผสานระบบเข้าด้วยกัน (consolidation to convergence) โดยการผสานรวมเซริฟเวอร์ (sever) ระบบจัดเก็บข้อมูลเครือข่ายและแอพพิเคชั่นโดยอาศัยแอปพลิเคชันโปรแกรมมิ่ง (Application Programming Interface: APIs)
                    3.1.3 ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) หรือเรียกว่า “บิ๊กดาต้า” นั้นจะมีการเติบโตมากขึ้นซึ่งองค์กรจะต้องหาวิธีการจัดการกับบิ๊กดาต้าที่จะเกิดขึ้น จะต้องหาวิธีการจัดการกับบิ๊กดาต้าที่จะเกิดขึ้น
                    3.1.4 การย้ายข้อมูลแบบเสมือน (virtualization migration) การย้ายข้อมูลของอุปกรณ์แบบต้องหยุดระบบจะถูกแทนที่ด้วยความสามารถใหม่ของระบบเสมือนจริงที่ถูกย้ายข้อมูลโดยไม่จำเป็นต้องรีบูท (reboot) ระบบใหม่
                    3.1.5 การปรับใช้ระบบคลาวด์ (cloud acquisition) การปรับใช้ระบบคลาวด์ทั้งในแบบบริการตนเองแบบจ่ายเท่าที่ใช้งานและความต้องการจะเข้ามามีแทนที่วงจรการปรับใช้ผลิตภัณฑ์ปัจจุบันที่มีระยะเวลาระหว่าง 3-5 ปี
               3.2 การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (Business Analytics :BA)
               3.3 กรีนไอที (Green IT)
               3.4 ความปลอดภัยและมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Security and IT Standard)
               3.5 สมาร์ทซิตี้ (Smart City)

4. นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า 

               4.1 การสร้างพลังงานขึ้นเองเพื่อใช้ภายในบ้าน
               4.2 มนุษย์จะใช่เสียงพูดใบหน้าและดวงตาแทนรหัสผ่าน
               4.3 มนุษย์สามารถใช้สมองสั่งงานแลปทอป (laptop) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้
               4.4 ทุกคนสามารถเข้าข้อมูลต่างๆได้ทุกทีทุกเวลาด้วยเทคโนโลยีโมบายในช่วง 5 ปีต่อจากนี้
               4.5 คอมพิวเตอร์จะคัดกรองข้อมูลสำคัญให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้ใช้

Technology Lesson 9 : เทคโนโลยีสารสนเทศกับการสร้างนวัตกรรม

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการสร้างนวัตกรรม


          นวัตกรรม คือ กระบวนการในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งเล็กและใหญ่ เปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงหรือบางส่วน เปลี่ยนแปลงในตัวสินค้า กระบวนการ และบริการ ซึ่งนำไปสู่การนำเสนอสิ่งใหม่สำหรับองค์กรในการเพิ่มมูลค่าแก่ลูกค้าและความรู้ขององค์กร

     รูปแบบของนวัตกรรม สามารถแบ่งได้ตามผลที่ได้รับ ได้แก่ 

          1) นวัตกรรมสินค้า เป็นการพัฒนาสินค้าที่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค รวมไปถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องมือ เครื่องจักร
          2) นวัตกรรมบริการ เป็นการสร้างวิธีใหม่ในการให้บริการ
          3) นวัตกรรมกระบวนการ เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานซึ่งนำไปสู่รูปแบบใหม่ของกระบวนการทำงาน

ตัวอย่างของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หุ่นยนต์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เครือข่ายสังคม คอมพิวเตอร์นาโน



Technology Lesson 9 : การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานบริการ

การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานบริการ

     บริการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่ให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย (www.dusit.ac.th) ได้แก่
          1) บริการห้องสมุดเสมือน (virtual library)
          2) บริการวิชาการผ่านระบบ internet protocol television (IPTV) ที่เรียกว่า Suan Dusit internet broadcasting – SDIB
          3) บริการด้านการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์
          4) บริการฐานข้อมูลงานวิจัย (e-Research) โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา
          5) บริการระบบบริหารการศึกษาหรือระบบทะเบียนออนไลน์ ของสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน
          6) บริการข้อมูลการสำรวจประชามติ

Technology Lesson 9 : การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับภาครัฐ

การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับภาครัฐ


1. รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government)

          หมายถึง วิธีการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลงานของภาครัฐและปรับปรุงการให้บริการแก่ประชาชน และบริการด้านข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลงานของภาครัฐและปรับปรุงการให้บริการแก่ประชาชน และบริการด้านข้อมูลเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคน 3 กลุ่ม ได้แก่ ประชาชน ภาคเอกชน และข้าราชการ
          พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) คือ การดำเนินการธุรกรรมทางพาณิชย์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยภาครัฐจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและบริการของภาครัฐในการอำนวยความสะดวกแก่การดำเนินพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
          อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-lndustry) หมายถึง การสร้างความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญ 
          อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-education) หมายถึง การส่งข้อมูลสื่อการศึกษาและการบริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น สายโทรศัพท์ 

     ภาคสังคมอิเล็กทรอนิกส์ (e-society) หมายถึง สังคมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นโดยผ่าน “อิเล็กทรอนิกส์”

     รูปแบบของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ มีหลายรูปแบบ ได้แก่

          1) Internal e-government เป็นระบบงานภายในของภาครัฐด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสร้างห่วงโซ่มูลค่าขึ้นกับงานภายใน นวัตกรรมที่เกิดขึ้นคือ ระบบงานสนับสนุนงานส่วนหลัง 
          2) Government to Citizen (G2C) เป็นการสร้างบริการที่สนับสนุนให้เกิดห่วงโซ่ของลูกค้าหรือประชาชน เพราะประชาชนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักของระบบ เพื่อให้เกิดการให้บริการที่ดีขึ้น 
          3) Government to Business (G2B) เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจในการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทาน รวมไปถึงการทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย 
          4) Government to Government (G2G) เป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ สร้างความร่วมมือเพื่อให้เกิดห่วงโซ่มูลค่าและสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้ 
          5) Citizen to Citizen (C2C) เป็นการส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตยและสร้างภาพอนาคตของการบริหารงานภาครัฐอย่างมีธรรมาภิบาล

     ประโยชน์ของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ จะเน้นไปที่การปรับปรุงการบริการต่อประชาชนและภาคเอกชน และพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของรัฐบาล ดังนี้

          1) การพัฒนาการเข้าถึงข้อมูลและบริการที่ดีกว่าเดิมของประชาชน 
          2) ปรับปรุงคุณภาพของการบริการ โดยสร้างความน่าเชื่อถือให้ดีกว่าเดิม เพื่อความรวดเร็ว สร้างความโปร่งใสของการให้บริการ 
          3) การจัดการกระบวนการที่ดีขึ้น 
          4) มีระบบที่ดีขึ้น โดยมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ การบริหารจัดการ การสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ดำเนินการ 
          5) การกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน 

Technology Lesson 9 : การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับธุรกิจ


การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับธุรกิจ

1. e-commerce

          พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ electronic commerce คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
          ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ หรือ electronic business หมายถึง การแปลงกระบวนการหลักของธุรกิจให้สามารถดำเนินการโดยผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมทั้งกิจกรรมทางธุรกิจ การค้าขาย ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

2. e-marketing

          e-marketing ย่อมาจากคำว่า electronic marketing หรือ การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง
               ขั้นตอนการดำเนินงาน e-marketing ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
                    1) กำหนดวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อสร้างยอดขาย
                    2) การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โดยทำการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายด้วยวิธี 5W+1H คือ Who (ใคร) What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไหร่) Why (ทำไม) และ How (อย่างไร)
                    3) วางแผนงบประมาณ เป็นการประเมินจำนวนเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน รวมถึงวางแผนการตลาดให้อยู่ภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้
                    4) กำหนดแนวความคิดและรูปแบบ การหาจุดขายและลูกเล่น โดยการสร้างสรรค์แนวคิดที่แปลกใหม่ เพื่อสร้างจุดเด่น หรือความแตกต่างให้กับเว็บไซต์ของธุรกิจ และสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของเว็บไซต์ เช่น การใช้สีสัน
                    5) การวางแผนกลยุทธ์ สื่อ และช่วงเวลา การทำการตลาดอิเล็กทรอนิกส์มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดกลยุทธ์ด้านออนไลน์ที่เหมาะสม
                    6) ดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ ควรหมั่นตรวจความพร้อม ความก้าวหน้าของการดำเนินการ
                    7) การวัดผลและประเมินผลลัพธ์ โดยดูผลลัพธ์ที่ออกมาเพื่อวัดผลความสำเร็จของแผนงานที่วางไว้ สามารถประเมินผลได้จากหลายปัจจัย เช่น การเติบโตของยอดขาย

3. M-commerce

          M-commerce หรือ Mobile Commerce หมายถึง กิจกรรมเชิงพาณิชย์ การบริการข่าวสาร การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมทั้งธุรกรรมการเงินที่ดำเนินการผ่านอุปกรณ์และเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
          Mobile Marketing หรือ การตลาดด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ จัดเป็นกลยุทธ์ด้านการตลาดแนวใหม่ที่นำเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด





Technology Lesson 9 : การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับสังคม


การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับสังคม


1. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานสาธารณสุข

          งานทางด้านสาธารณสุขที่สามารถประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
               1) ระบบบริหารจัดการและการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการเอกสาร 
               2) ระบบคลินิก เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าข้อมูลตลอดจนกระบวนการรักษาพยาบาล 
               3) โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการสนับสนุนทั้งงานบริหารจัดการและงานคลินิก

2. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับศาสนา ศิลปวัฒนธรรม

     2.1 กระทรวงวัฒนธรรม
          ยุทธศาสตร์ที่ 1 ผลักดันให้ระบบศูนย์ข้อมูลกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลกลางองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ
          ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้าง สะสม และ จัดให้มีทรัพยากรเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดทำข้อมูลในรูปแบบ national digital archives 
          ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างกลไกในการพัฒนาระบบจัดเก็บทะเบียนข้อมูลสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมและข้อมูลเชิงลึกทางวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม พอเพียง ต่อเนื่องและเป็นระบบ 

     2.2 พระไตรีปิฎกภาษาบาลี ฉบับคอมพิวเตอร์

3. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 

     1) ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของกระทรวงฯ
     2) ศูนย์ข้อมูลและองค์ความรู้ทรัพยากรน้ำของกรมทรัพยากรน้ำ
     3) สารานุกรมสัตว์ เป็นบริการขององค์การสวนสัตว์
     4) บริการสืบค้นพันธุ์ไม้ เป็นระบบสืบค้นข้อมูลพันธุ์ไม้ ขององค์การสวนพฤกษศาสตร์
     5) ฐานข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงฯ
     6) แผนแม่บทโครงการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงฯ พ.ศ. 2555 – 2559 และแผนบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งข้อมูลโครงสร้างสารสนเทศของกระทรวงฯด้วย

4. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานบริการสังคม

     1) ระบบการจัดหางานของบัณฑิต
     2) ระบบแจ้งเบาะแสผู้ประสบภัยทางสังคม
     3) ระบบจัดหางานสำหรับผู้สมัครงานและผู้ว่าจ้าง
     4) ระบบบริการแจ้งเหตุสาธารณภัยเพื่อประชาชน
     5) ระบบบริการข้อมูลและประวัติการประกันสังคมสำหรับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
     6) ระบบบริการตรวจสอบสิทธิประกันสุขภาพผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
     7) ระบบบริการสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมอย่างบูรณาการ
     8) ระบบแจ้งเบาะแสเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
     9) ข้อมูลสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนพึงได้รับจากภาครัฐ
     10) ข้อมูลสวัสดิการสังคมของไทย
     11) ฐานข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
     12) ระบบแจ้งข้อมูลการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

Technology Lesson 9 : การประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อชีวิต

การประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อชีวิต


การประยุกต์เทคโนโลยีสารสเทศเพื่อการศึกษา

     การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์กับการศึกษานั้นมีเทคโนโลยีทางการศึกษาได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบที่ส่งเสริมให้เกิดสภาพการเรียนรู้แบบใหม่ที่ทำให้ผู้เรียนได้มีช่องทางการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น 

1. e-learning 

          e-Learning ย่อมาจากคำว่า electronic(s) Learning เป็นการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงการเรียนรู้ทางคอมพิวเตอร์หรือการเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์ รูปแบบของการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนมากจะเป็นการเรียนแบบออนไลน์ ซึ่งทำให้สามารถโต้ตอบกันได้เสมือนการเรียนในชั้นเรียนปกติ
          การเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์แบบผสมผสาน (A hybrid e-Learning model) ประกอบด้วย โปรแกรมประยุกต์ส่วนต่างๆ ดังนี้
               1) e-leaning map การเรียนโดยการออกแบบแผนที่การเรียนเฉพาะบุคคลซึ่งใช้ข้อมูลจากการทดสอบเบื้องต้น
               2) on-line e-learning มี 2 ตัวเลือก คือ การถ่ายทอดสด กับ การถ่ายข้อมูลลงแบบออนไลน์
               3) e- learning group ทรัพยากรในชุมชนการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกันได้โดยใช้เครื่องแม่ข่ายของกลุ่มข่าว เป็นการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับรู้เรียนในการปฏิสัมพันธ์หรือแลกเปลี่ยนข่าวสารได้ทั้งภาพและเสียง
               4) e-comprehension กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสร้างสถานการณ์ กรณีศึกษา โดยใช้ข้อความหลายมิติ เว็บไซต์ มัลติมีเดีย คำถาม และอื่นๆ
               5) e-illustration การใช้ภาพประกอบ แผนภาพ และมัลติมีเดีย เพื่อเป็นการยกตัวอย่างประกอบการอธิบายให้ชัดเจน
               6) e-workgroup แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มต่างๆ และจัดกิจกรรมทั้งภายในและระหว่างกลุ่มเพื่อให้ได้ผลการเรียนรู้ร่วมกัน

2. มัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้

          หมายถึง การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ถ่ายทอดหรือนำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่บูรณาการหรือผสมผสานสื่อหลากหลายรูปแบบ (Multiple forms) เข้าไว้ด้วยกัน 

          หลักการออกแบบเนื้อหา ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 
               1) การเตรียมเนื้อหา ประกอบด้วย การวางโครงสร้างของเนื้อหา การคัดเลือกเนื้อหาที่จะนำเสนอ การเรียงลำดับหัวข้อเนื้อหา และการใช้ภาษาให้เหมาะสม 
               2) การออกแบบเนื้อหาประเภทต่างๆ ประกอบด้วย การสร้างเนื้อหาด้านความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การสร้างเนื้อหาด้านทักษะและการปฏิบัติ การสร้างเนื้อหาด้านทัศนคติ
               3) การออกแบบข้อคำถามสำหรับการประเมิน ประกอบด้วย การสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน การสร้างแบบฝึกหัด การสร้างคำถามที่ใช้ในบทเรียน 

หลักการออกแบบการเรียนการสอน นำเสนอตามขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอนได้ 9 ขั้น ดังนี้

          1) การกระตุ้นหรือเร้าความสนใจให้พร้อมในการเรียน 
          2) การแจ้งวัตถุประสงค์ของการเรียน 
          3) การทบทวนและกระตุ้นให้ระลึกถึงความรู้เดิม 
          4) การนำเสนอสิ่งเร้าหรือเนื้อหาและความรู้ใหม่ 
          5) การแนะแนวทางการเรียนรู้
          6) การกระตุ้นการตอบสนองหรือแสดงความสามารถ 
          7) การให้ข้อมูลป้อนกลับ 
          8) การทดสอบความรู้หรือการประเมินผลการแสดงออก 
          9) การส่งเสริมความจำหรือความคงทน และการนำไปใช้หรือการถ่ายโอนการเรียนรู้ 

3. Vitual Classroom

          ห้องเรียนเสมือนเป็นห้องเรียนที่สามารถรองรับชั้นเรียนได้ในเวลาและสถานที่ซึ่งผู้เรียนกับผู้สอนไม่ได้ร่วมกันในสถานที่เดียวกัน โดยมีคุณลักษณะคือ การสนับสนุนการประเมินผลและการเข้าร่วมในการสื่อสารด้วยเครื่องมือต่างๆ ทั้งปฏิทินออนไลน์ โปรแกรมค้นหา และคำแนะนำออนไลน์

4. Mobile Technology

          ในปัจจุบันอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับทั้งการรับ-ส่งข้อมูลด้วยเสียงและข้อความ โดยกำจัดด้านความสามารถของการส่งเนื้อหาที่เป็นวิดีโอได้โดยเฉพาะการเข้าถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถนำมาเชื่อมต่อได้ทั้งเทคโนโลยีภาพเคลื่อนไหว เสียงภาพลักษณ์ต่างๆ สามารถแปลงเข้าสู่อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ แนวโน้มของสังคมที่ต้องการเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นมีมากขึ้น 
          การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์แสดงผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์แสดงภาพ อุปกรณ์เสียง เครื่องพิมพ์ ถ่ายโอนข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อไมโครโฟนในการส่งข้อมูลเสียง

Technology Lesson 8 : แนวโน้มด้านความปลอดภัยในอนาคต

แนวโน้มด้านความปลอดภัยในอนาคต


     1. เกิดข้อบังคับในหลายหน่วยงาน ในการเข้ารหัสเครื่องคอมพิวเตอร์แลปท็อป
     2. ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล ใน PDA สมาร์ทโฟนและ Iphone
     3. การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล ประเทศไทยได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
     4. หน่วยงานภาครัฐที่สำคัญเป็นเป้าหมายการโจมตีของแฮคเกอร์
     5. หนอนอินเตอร์เน็ต (Worms) บนโทรศัพท์มือถือ
     6. เป้าหมายการโจมตี VoIP (Voice over IP)
     7. ภัยจากช่องโหว่แบบซีโร-เดย์ (Zero-Day) ลักษณะของช่องโหว่แบบ Zero-day คือ ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ถูกแฮคเกอร์นำไปใช้ในการโจมตีระบบ
     8. Network Access control (NAC) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในองค์กร NAC นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาใช้มากขึ้นในองค์กรเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระขององค์กรในการจัดการปัญหาที่บุคลากรในองค์กรนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต


Technology Lesson 8 : การรักษาความปลอดภัยในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ

การรักษาความปลอดภัยในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ


1. แนวทางป้องกันภัยจากสปายแวร์

          1.1 ไม่คลิกแบ่งลิงค์บนหน้าต่างเล็กของป๊อปอัพโฆษณา ให้รีบปิดหน้าต่างโดยคลิกที่ปุ่ม “X”
          1.2 ระมัดระวังอย่างมากในการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่จัดให้ดาวน์โหลดฟรี โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะสปายแวร์จะแฝงตัวอยู่ในโปรแกรมดาวน์โหลดมา
          1.3 ไม่ควรติดตามอีเมล์ลิงค์ที่ให้ข้อมูลว่ามีการเสนอซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ เพราะอาจให้ผลตรงกันข้าม

2. แนวทางป้องกันภัยจากสนิฟเฟอร์

          2.1 SSL (Secure Socket Layer) ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลผ่านเว็บ ส่วนใหญ่จะใช้ในธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
          2.2 SSH (Secure Shell) ใช้ในการเข้ารหัสเพื่อเข้าไปใช้งานบนระบบยูนิกซ์ เพื่อป้องกันการดักจับ
          2.3 VPN (Virtual Private Network) เป็นการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต
          2.4 PGP (Pretty Good Privacy) เป็นวิธีการเข้ารหัสของอีเมล์ แต่ที่นิยมอีกวิธีหนึ่งคือ S/MIME

3. แนวทางป้องกันภัยจากฟิชชิ่ง

          3.1 หากอีเมล์ส่งมาในลักษณะของข้อมูล อาทิ จากธนาคาร บริษัทประกันชีวิต ฯลฯ ควรติดต่อกับธนาคารหรือบริษัท และสอบถามด้วยตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกเอาข้อมูลไป
          3.2 ไม่คลิกลิงค์ที่แฝงมากับอีเมล์ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจเป็นเว็บไซต์ปลอมที่มีหน้าตาคล้ายธนาคารหรือบริษัททางด้านการเงิน ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลบัตรเครดิต

4. แนวทางป้องกันภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์

          4.1 ติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสบนระบบคอมพิวเตอร์ และทำการอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมอยู่เสมอ
          4.2 ตรวจสอบและอุดช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ
          4.3 ปรับแต่งการทำงานของระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์บนระบบให้มีความปลอกภัยสูง เช่น ไม่ควรอนุญาตให้โปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิสเรียกใช้มาโคร เปิดใช้งานระบบไฟร์วอลล์ที่ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows XP หรือระบบปฏิบัติการอื่น
          4.4 ใช้ความระมัดระวังในการเปิดอีเมล์ และการเปิดไฟล์จากสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ เช่น หลีกเลี่ยงการเปิดอ่านอีเมล์และไฟล์ที่แนบมาจนกว่าจะรู้ที่มา

5. แนวทางการป้องกันภัยการโจมตีแบบ DoS (Denial of Service)

          5.1 ใช้กฎการฟิลเตอร์แพ็กเก็ตบนเราเตอรสำหรับกรองข้อมูล เพื่อลดผลกระทบต่อปัญหาการเกิด DoS
          5.2 ติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาการโจมตีโดยใช้ TCP SYN Flooding
          5.3 ปิดบริการบนระบบที่ไม่มีการใช้งานหรือบริการที่เปิดโดยดีฟอลต์
          5.4 นำระบบการกำหนดโควตามาใช้ โดยการกำหนดโควตาเนื้อที่ดิสสำหรับผู้ใช้ระบบหรือสำหรับบริการระบบ
          5.5 สังเกตและเฝ้ามองพฤติกรรมและประสิทธิภาพการทำงานของระบบ นำตัวเลขตามปกติของระบบมากำหนดเป็นบรรทัดฐานในการเฝ้าระวังในครั้งถัดไป
          5.6 ตรวจตราระบบการจัดทรัพยากรระบบตามกายภาพอย่างสม่ำเสมอ แน่ใจว่าไม่มีผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงได้ มีการกำหนดตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ในส่วนต่างๆ ของระบบอย่างชัดเจน
          5.7 ใช้โปรแกรมทริปไวร์ (Tripwire) หรือโปรแกรมใกล้เคียงในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับไฟล์คอนฟิกหรือไฟล์สำคัญ
          5.8 ติดตั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์ฮ็อตสแปร์ (Hot Spares) ที่สามารถนำมาใช้แทนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้ทันทีเมื่อเหตุฉุกเฉินขึ้น เพื่อลดช่วงเวลาดาวไทม์ของระบบ
          5.9 ติดตั้งระบบสำรองเครือข่าย หรือระบบห้องกันความสูญเสียการทำงานของระบบเครือข่าย
          5.10 การสำรองข้อมูลบนระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคอนฟิกที่สำคัญต่อการทำงานของระบบ
          5.11 วางแผนและปรับปรุงนโยบายการใช้งานรหัสผ่านที่เหมาะสม

6. แนวทางป้องกันแปมเมล์หรือจดหมายบุกรุก

          6.1 การป้องกันสแปมเมล์ ในการป้องกันจริงๆนั้นอาจทำไม่ได้ 100% แต่ก็สามารถลดปัญหาจากสแปมเมล์ได้ดังนี้
               6.1.1 แจ้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตบล็อคอีเมล์ที่มาจากชื่ออีเมล์หรือโดเมนนั้นๆ
               6.1.2 ตั้งค่าโปรแกรมอีเมล์ที่ใช้บริการอยู่โดยสามารถกำหนดได้ว่าให้ลบหรือย้ายอีเมล์ที่คาดว่าจะเป็นสแปมเมล์ไปไว้ในโฟลเดอร์ขยะ (Junk)
               6.1.3 ไม่สมัคร (Subscribe) จดหมายข่าว (Newsletter) เว็บไซต์ หรือโพสต์อีเมล์ในเว็บบอร์ดต่างๆ มากเกินไป เพราะจะเป็นการเปิดเผยอีเมล์ของเราสู่โลกภายนอก ซึ่งอาจได้
          6.2 การป้องกันอีเมลบอมบ์ ลักษณะของอีเมลบอมบ์จะเป็นการส่งอีเมล์หลายฉบับไปหาคนเพียงคนเดียวหรือไม่กี่คนเพื่อหวังผลให้ไปรบกวนระบบอีเมลให้ล่มหรือทำงานผิดปกติ ในการป้องกันอีเมลบอมบ์สามารถทำได้ดังนี้
               6.2.1 กำหนดขนาดของอีเมลบอกซ์ของแต่ละแอคเคาท์ว่าสามารถเก็บอีเมล์ได้สูงสุดเท่าใด
               6.2.2 กำหนดจำนวนอีเมล์ที่มากที่สุดที่สามารถส่งได้ในแต่ละครั้ง
               6.2.3 กำหนดขนานของอีเมล์ที่ใหญ่มี่สุดที่สามารถรับได้
               6.2.4 ไม่อนุญาตให้ส่งอีเมล์แอคเคาท์ที่ไม่มีตัวตนในระบบ
               6.2.5 ตรวจสอบว่ามีอีเมล์แอคเคาท์นี้จริงในระบบก่อนส่ง ถ้าเช็คไม่ผ่าน แสดงว่าอาจมีการปลอมชื่อมา
               6.2.6 กำหนด keyword ให้ไม่รับอีเมล์เข้ามาจาก subject ที่มีคำที่กำหนดไว้
               6.2.7 หมั่นอัพเดทรายชื่อโดเมนที่ติด black list จากการส่งอีเมล์สแปมหรืออีเมล์บอมบ์

7. การป้องกันภัยจากการเจาะระบบ


          มีแนวทางป้องกันโดยใช้ไฟร์วอลล์อาจจะอยู่ในรูปของฮาร์ดแวร์หรือซอฟแวร์ก็ได้ โดยเปรียบเสมือนยามเฝ้าประตูที่จะเข้าสู่ระบบ ตรวจค้นทุกคนที่เข้าสู่ระบบ มีการตรวจบัตรอนุญาต จดบันทึกข้อมูลการเข้าออก ติดตามพฤติกรรมการใช้งานในระบบ รวมทั้งสามารถกำหนดสิทธิ์ที่จะอนุญาตให้ใช้ระบบในระดับต่างๆ ได้


Technology Lesson 8 : รูปแบบการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550


รูปแบบการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
   

1. การเข้าถึงระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์


          1.1 สปายแวร์ เป็นโปรแกรมที่อาศัยช่องทางการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตขณะที่เราท่องเว็บไซต์บางเว็บหรือทำการดาวน์โหลดข้อมูล
          1.2 สนิฟเฟอร์ คือโปรแกรมที่คอยดักฟังการสนทนาบนเครือข่าย
          1.3 ฟิซชิ่ง เป็นการหลอกลวงเหยื่อเพื่อล้วงเอาข้อมูลส่วนตัว โดยการส่งอีเมล์หลอกลวง (Spoofing) เพื่อขอข้อมูลส่วนตัว

2. การรบกวนระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์


          2.1 ไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นโปรแกรมชนิดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูล หรือระบบคอมพิวเตอร์
               2.1.1 หนอนอินเตอร์เน็ต (Internet Worm) หมายถึงโปรแกรมที่ออกแบบมาให้สามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
               2.1.2 โทรจัน (Trojan) หมายถึง โปรแกรมที่ออกแบบมาให้แฝงเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้อื่น ในหลากหลายรูปแบบ เช่น โปรแกรม หรือ การ์ดอวยพร เป็นต้น
               2.1.3 โค้ด (Exploit) หมายถึง โปรแกรมที่ออกแบบมาให้สามารถเจาะระบบโดยอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ หรือแอพพลิเคชั่นที่ทำงานอยู่บนระบบ เพื่อให้ไวรัสหรือผู้บุกรุกสามารถครอบครอง ควบคุม หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดบนระบบได้
               2.1.4 ข่าวไวรัสหลอกลวง (Hoax) มักจะอยู่ในรูปแบบของการส่งข้อความต่อ ๆ กันไป เหมือนกับการส่งจดหมายลูกโซ่ โดยข้อความประเภทนี้จะใช้หลักจิตวิทยา ทำให้ข่าวสารนั้นน่าเชื่อถือ ถ้าผู้ที่ได้รับข้อความปฏิบัติตามอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์
          2.2 ดิไนออล อ๊อฟ เซอร์วิส (Distributed of Service : DoS) หรือ ดิสตริบิวต์ ดิไนออล อ๊อฟ เซอร์วิส (Distributed Denial of Service : DDoS) เป็นการโจมตีจากผู้บุกรุกที่ต้องการทำให้เกิดภาวะที่ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถให้บริการได้
               2.2.1 การแพร่กระจายของไวรัสปริมาณมากในเครือข่าย ก่อให้เกิดการติดขัดของการจราจรในระบบเครือข่าย ทำให้การสื่อสารในเครือข่ายตามปกติช้าลง หรือใช้ไม่ได้
               2.2.2 การส่งแพ็กเก็ตจำนวนมากเข้าไปในเครือข่ายหรือ ฟลัดดิ้ง(flooding) เพื่อให้เกิดการติดขัดของการจราจรในเครือข่ายมีสูงขึ้น ส่งผลให้การติดต่อสื่อสารภายในเครือข่ายช้าลง
               2.2.3 การโจมตีข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ระบบ เพื่อจุดประสงค์ในการเข้าถึงสิทธิ์การใช้สูงขึ้น จนไม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้
               2.2.4 การขัดขวางการเชื่อมต่อใดๆ ในเครือข่ายทำให้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เครือข่ายไม่สามารถสื่อสารกันได้
               2.2.5 การโจมตีที่ทำให้ซอฟต์แวร์ในระบบปิดตัวลงเองโดยอัตโนมัติ หรือไม่สามารถทำงานต่อได้จนไม่สามารถให้บริการใดๆ ได้อีก
               2.2.6 การกระทำใดๆ ก็ตามเพื่อขัดขวางผู้ใช้ระบบในการเข้าใช้บริการในระบบได้ เช่น การปิดบริการเว็บเซิร์ฟเวอร์ลง
               2.2.7 การทำลายระบบข้อมูล หรือบริการในระบบ เช่น การลบชื่อ และข้อมูลผู้ใช้ออกจากระบบ ทำให้ไม่สามารถเช้าสู่ระบบได้

3. การสแปมเมล์ (จดหมายบุกรุก)


          ความผิดฐานการสแปมเมล์อีเมล์ จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 11 ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ลักษณะการกระทำ เป็นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์ไปให้บุคคลอื่น โดยการซ่อนหรือปลอมชื่อ อีเมล์

4. การใช้โปรแกรมเจาะระบบ (Hacking Tool)


          การกระทำผิดฐานเจาะระบบโดยใช้โปรแกรม จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 13 ซึ่งการเจาะระบบเรียกว่า การแฮคระบบ (Hack) เป็นการเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้มีการรักษาความปลอดภัยไว้ ให้สามารถเข้าใช้ได้สำหรับผู้ที่อนุญาตเท่านั้น ส่วนผู้ที่เข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตจะเรียกว่า แฮคเกอร์

5. การโพสต์ข้อมูลเท็จ


          สำหรับการโพสต์ข้อมูลเท็จ หรือการใส่ร้าย กล่าวหาผู้อื่น การหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อหรือการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม หรือก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

6. การตัดต่อภาพ


          ความผิดฐานการตัดต่อภายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เป็นความผิดในมาตรา 16 ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งการกระทำผิดรวมถึงการแต่งเติม หรือดัดแปลงรูปภาพด้วยวิธีใดๆ จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอาย

Technology Lesson 8 : จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ


     จริยธรรม (Ethics) เป็นแบบแผนความประพฤติหรือความมีสามัญสำนึกรวมถึงหลักเกณฑ์ที่คนในสังคมตกลงร่วมกันเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันต่อสังคมในทางที่ดี
     จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต้องอยู่บนพื้นฐาน 4 ประเด็นด้วยกัน
          1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy)
          2. ความถูกต้องแม่นยำ (Information Accuracy)
          3. ความเป็นเจ้าของ (Information Property)
          4. การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility)


Technology Lesson 8 : กฏหมาย จริยธรรม และความปลอดภัยในการใช้เทคโนยีสารสนเทศ

กฏหมาย จริยธรรม และความปลอดภัยในการใช้เทคโนยีสารสนเทศ

กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ


     1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
          1.1 ส่วนทั่วไป บทบัญญัติใยส่วนทั่วไปประกอบด้วย มาตรา 1 ชื่อกฎหมาย มาตรา 2 วันบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 3 คำนิยาม และมาตรา 4 ผู้รักษาการ
          1.2 หมวด 1 บทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีทั้งสิ้น 13 มาตรา ตั้งแต่มาตรา 5 ถึงมาตรา 17 สาระสำคัญของหมวดนี้ว่าด้วยฐานความผิด อันเป็นผลจากการกระทำผิดที่กระทบต่อความมั่นคง ปลอดภัย ของระบบสารสนเทศ
               1.2.1 การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ รายละเอียดอยู่ในมาตรา 5 ซึ่งการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การใช้โปรแกรมสปายแวร์ (Spyware) ขโมยข้อมูลรหัสผ่านส่วนบุคคลของผู้อื่น
               1.2.2 การล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึง และนำไปเปิดเผยโดยมิชอบ จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 6 โดยการล่วงรู้มาตรการความปลอดภัยการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การแอบบันทึกการกดรหัสผ่านผู้อื่น แล้วนำไปโพสต์ไว้ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ1.2.3 การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบมาตรา 7 การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ เช่น การกระทำใด ๆ เพื่อเข้าถึงแฟ้มข้อมูล (File) ที่เป็นความลับโดยไม่ได้รับอนุญาต
               1.2.4 การดักข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบรายละเอียดอยู่ในมาตรา 8 ซึ่งการดักข้อมูลคอมพิวเตอร์ คือ การดักข้อมูลของผู้อื่นในระหว่างการส่ง 
               1.2.5 ในมาตรา 9 และ มาตรา 10 เนื้อหาเกี่ยวกับการรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ซึ่งการรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์
               1.2.6 การสแปมเมล์ จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 11 มาตรานี้เป็นมาตราที่เพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อให้ครอบคลุมถึงการส่งสแปมเมล์ซึ่งเป็นลักษณะการกระทำความผิดที่ใกล้เคียงกับมาตรา 10 และยังเป็นวิธีการทำความผิดโดยการใช้โปรแกรมหรือชุดคำสั่งไปให้เหยื่อจำนวนมาก โดยปกปิดแหล่งที่มา 
               1.2.7 มาตรา 12 การกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ การรบกวนระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ และการบริการสาธารณะ 
               1.2.8 การจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อใช้กระทำความผิดรายละเอียดอยู่ในมาตรา 13
               1.2.9 มาตรา 14 และมาตรา 15 จะกล่าวถึงการปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และการรับผิดของผู้ให้บริการ สองมาตรานี้เป็นลักษณะที่เกิดจากการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นเท็จ หรือมีเนื้อหาไม่เหมาะสมในรูปแบบต่าง ๆ 
               1.2.10 การเผยแพร่ภาพจากการตัดต่อหรือดัดแปลงให้ผู้อื่นถูกดูหมิ่น หรืออับอายจะเกี่ยวข้องกับมาตรา 16 ซึ่งมาตรานี้เป็นการกำหนดฐานความผิดในเรื่องของการตัดต่อภาพของบุคคลอื่นอาจทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย 
               1.2.11 มาตรา 17 เป็นมาตราที่ว่าด้วยการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เนื่องจากมีความกังวลว่า หากมีการกระทำความผิดนอกประเทศแต่ความเสียหายเกิดขึ้นในประเทศ
          1.3 หมวด 2 สำหรับในหมวดนี้ได้มีการกำหนดเกี่ยวกับอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่และยังมารกำหนดเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้อีกด้วย รวมทั้งยังมีการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์

2. พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์


          กฎหมายส่วนใหญ่รับรองธุรกรรมที่มีลายมือชื่อบนเอกสารที่เป็นกระดาษ ทำให้เป็นปัญหาต่อการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื้อหาสำคัญสำคัญเกี่ยวกับการค้าของกฎหมายฉบับนี้มีดังต่อไปนี้ 
          2.1 กฎหมายนี้รับรองการทำธุรกรรมด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เช่น โทรสาร โทรเลข ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
          2.2 ศาลจะต้องยอมรับฟังเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าศาลจะต้องเชื่อว่าข้อความอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นข้อความที่ถูกต้อง เอกสารที่มีระบบลายมือซื่อดิจิทัลจะเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างหลักฐานที่ศาลจะเชื่อว่าเป็นจริง 
          2.3 ปัจจุบันธุรกิจจำเป็นต้องเก็บเอกสารทางการค้าที่เป็นกระดาษจำนวนมาก ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายและความไม่ปลอดภัยขึ้น กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้ธุรกิจสามารถเก็บเอกสารเหล่านี้ในรูปไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ 
          2.4 การทำสัญญาบนเอกสารที่เป็นกระดาษจะมีการระบุวันเวลาที่ทำธุรกรรมนั้นด้วย การรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้ถือว่ามีผลนับตั้งแต่เวลาที่ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นได้เข้าสู่ระบบข้อมูลของผู้รับข้อมูล
          2.5 มาตรา 25 ระบุถึงบทบาทของภาครัฐในการให้บริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้อำนาจหน่วยงานรัฐบาลสามารถสร้างระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ 
          2.6 ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ หรือลายมือชื่อดิจิทัลของผู้ประกอบถือเป็นสิ่งสำคัญและมีค่าเทียบเท่าการลงลายมือชื่อบนเอกสารกระดาษ ดังนั้นผู้ประกอบการต้องเก็บรักษาใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์นี้ไว้เป็นความลับ

3. กฎหมายลิขสิทธิ์ และการใช้งานโดยธรรม (Fair Use)


          มีสาระสำคัญในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ปัจจัย 4 ประการ ดังนี้ 
          3.1 พิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างไร ลักษณะการนำไปใช้มิใช่เป็นเชิงพาณิชย์ 
          3.2 ลักษณะของข้อมูลที่จะนำไปใช้ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 
          3.3 จำนวนและเนื้อหาที่จะคัดลอกไปใช้เมื่อเป็นสัดส่วนกับข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ทั้งหมด 
          3.4 ผลกระทบของการนำข้อมูลไปใช้ที่มีต่อความเป็นไปได้ทางการตลาดหรือคุณค่าของงานที่มีลิขสิทธิ์นั้น




Technology Lesson 7 : ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้ในการจัดการความรู้

ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้ในการจัดการความรู้


     การจัดการความรู้ขององค์กรโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดการความรู้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อระบบ และมีความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญขององค์กร ซึ่งมีปัจจัยสำคัญดังนี้

1. การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อจัดการความรู้ 


     การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ในการจัดการความรู้ ทำให้เกิดการจัดการระบบสารสนเทศเพื่อใช้ในการจัดการองค์กรอย่างเหมาะสม ถูกต้อง ซึ่งต้องมีการควบคุมเทคโนโลยีสารสนเทศทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การแบ่งเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้ในการจัดการความรู้ได้ 6 ประเด็น ดังนี้
          1.1 งานเอกสารเวิร์ดโพรเซสเซอร์ 
          1.2 งานอีบุ๊ก อีไลบรารี 
          1.3 ระบบฐานข้อมูล 
          1.4 เว็บ 
          1.5 อีเมล เอฟทีพี (FTP) 
          1.6 เว็บบล็อก (webblag)

2. ประโยชน์ของการจัดการความรู้


          2.1 ป้องกันความรู้สูญหาย 
          2.2 เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจจากประเภท คุณภาพ และความสะดวกในการเข้าถึงความรู้ 
          2.3 ความสามารถในการปรับตัว และความยืดหยุ่น 
          2.4 ความได้เปรียบในการแข่งขัน 
          2.5 พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา 
          2.6 ยกระดับผลิตภัณฑ์ 
          2.7 การบริหารลูกค้า 
          2.8 การลงทุนทางทรัพยากรบุคคล

Technology Lesson 7 : รูปแบบของเทคโนโลยีสารสนเทศกับกระบวนการจัดการความรู้

รูปแบบของเทคโนโลยีสารสนเทศกับกระบวนการจัดการความรู้


1. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและการจัดความรู้ที่ปรากฏ


     การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อรวบรวมและจัดการความรู้สามารถทำได้หลากลายรูปแบบดังนี้
          1.1 ระบบจัดการฐานข้อมูลสัมพันธ์
          1.2 ระบบจัดการเอกสาร

2. เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการสร้างความรู้

3. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเข้าถึงความรู้ที่ปรากฏ


     การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเข้าถึงความรู้ที่ปรากฏมี 8 รูปแบบ ดังนี้
          3.1 กรุ๊ปแวร์
          3.2 อินเทอร์เน็ต
          3.3 โปรแกรมค้นหา
          3.4 อินทราเน็ต
          3.5 ไซต์ท่า
          3.6 เครื่องมือการไหลของงาน
          3.7 เครื่องมือการทำงานเสมือน
          3.8 การเรียนรู้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
 

4. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการประยุกต์ใช้ความรู้

     การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ความรู้สามารถกระทำได้ดังนี้
          4.1 เครื่องมือที่เชื่อมระหว่างผู้ใช้กับสารสนเทศ 
          4.2 ระบบสนับสนุนการปฏิบัติการ 
          4.3 คลังข้อมูล 
          4.4 การทำเหมืองข้อมูล

5. เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการจัดการความรู้โดยนัย

          5.1 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ 
          5.2 การประชุมผ่านวิดีโอ 
          5.3 กระดานอภิปราย 
          5.4 เครื่องมือสนับสนุนโครงการ 

6. เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการประมวลความรู้

          6.1 การแบ่งปันความรู้ 
          6.2 การเผยแพร่ความรู้

Technology Lesson 7 : สถาปัตยกรรมระบบจัดการความรู้

สถาปัตยกรรมระบบจัดการความรู้


1. บริการโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure services) หมายถึง เทคโนโลยีพื้นฐานที่จำเป็นในการประยุกต์กับการจัดการความรู้ มี 2 ประเภท คือ
     1.1 เทคโนโลยีที่สนับสนุนการจัดเก็บความรู้
          1.1.1 คลังข้อมูล
          1.1.2 แม่ข่ายความรู้
     1.2 เทคโนโลยีที่สนับสนุนการสื่อสาร
          1.2.1 เทคโนโลยีในการสื่อสารระหว่างพนักงาน
          1.2.2 เทคโนโลยีที่สนับสนุนความร่วมมือระหว่างพนักงาน
          1.2.3 เทคโนโลยีการจัดการทำงานของบุคลากร

2. บริการความรู้ (knowledge services) หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการให้บริการความรู้ เป้าหมายหลักของการจัดการความรู้มี 3 ด้าน ดังนี้
     2.1 การสร้างความรู้
     2.2 การแบ่งปันความรู้
     2.3 การใช้ความรู้ซ้ำ

3. บริการประสานผู้ใช้กับแหล่งความรู้เหลือแหล่งสารสนเทศ (presentation services)
การพัฒนาบริการประสานผู้ใช้กับแหล่งความรู้ หรือแหล่งสารสนเทศมี 2 ประเภท คือ
     3.1 บริการที่แสดงความเป็นส่วนบุคคลของผู้ใช้แต่ละคน
     3.2 ระบบที่ช่วยการมองเห็น

Technology Lesson 7 : ความสัมพันธ์ระหว่างระบบสารสนเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างระบบสารสนเทศ

           ระบบสารสนเทศในองค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีการจำแนกระบบตามการให้การสนับสนุนของระบบสารสนเทศได้ 5 ประเภท ดังนี้
           1.ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems : TPS)
                      1.1 ระบบประมวลผลรายการมักมีลักษณะดังนี้
                                 1.1.1 ข้อมูลมักจะมีจำนวนมาก เนื่องจากต้องรับข้อมูลที่เกิดขึ้นทุกวัน
                                 1.1.2 ต้องมีการประมวลผลข้อมูลเพื่อสรุปยอดต่างๆ เป็นประจำ
                                 1.1.3 ต้องมีความสามารถในการเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ดี
                                 1.1.4 ต้องมีความง่ายในการใช้งาน
                                 1.1.5 ระบบ TPS ถูกออกแบบให้มีความเที่ยงตรงสูง
           1.2 หน้าที่ของระบบประมวลผลรายการมี 3 ประการ คือ
                                 1.2.1 การทำบัญชี (book keeping)
                                 1.2.2 การออกเอกสาร (document issuance)
                                 1.2.3 การทำรายการควบคุม (control reporting)

           2. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information System : OIS) หรือระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation System : OAS) แบ่งหน้าที่ได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
                    2.1 ระบบจัดการทางด้านเอกสาร (document management system)
                    2.2 ระบบการส่งข่าวสาร (message-handing system)
                    2.3 ระบบการประชุมทางไกล (teleconferencing system)
                    2.4 ระบบสนับสนุนในสำนักงาน (office support system)

          3. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information system : MIS) มีหน้าที่จัดทำรายงานที่มีรูปแบบแตกต่างกัน สามารถจำแนกได้ 4 ประเภท ดังนี้
                    3.1 รายงานที่จัดทำตามระยะเวลาที่กำหนด (periodic reports) 
                    3.2 รายงานสรุป (summarized reports) 
                    3.3 รายงานที่จัดทำตามเงื่อนไขเฉพาะ (executive reports) 
                    3.4 รายงานที่จัดทำตามต้องการ (demand reports)

          4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System : DSS) ลักษณะที่สำคัญของ DSS คือ เป็นระบบที่ทำให้สามารถสืบค้นได้รวดเร็วประกอบการตัดสินใจ

          5. ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร (Executive Information System : EIS) หรือ Executive Support System : ESS) มีลักษณะสำคัญ 5 ประการ
                    5.1 สนับสนุนการวางแผนกลยุทธ์ (strategic planning support) 
                    5.2 เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร (external environment focus) 
                    5.3 ความสามารถในการคำนวณภาพกว้าง (broad-based computing capabilities) 
                    5.4 ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน (exceptional ease of leaning and use) 
                    5.5 พัฒนาเฉพาะสำหรับผู้บริการ (customization)


Technology Lesson 7 : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับที่มาขององค์ความรู้

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับที่มาขององค์ความรู้

1.ความหมายและที่มาขององค์ความรู้


  1. ข้อมูล (data) เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกลงไป และยังไม่ได้นำมาแปลความหมาย 
  2. สารสนเทศ (information) เป็นข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรอง วิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ ให้ข้อมูลเกิดการตกผลึก มีการแปลงรูปของบันทึกและข้อมูลให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจมากขึ้น 
  3. ความรู้ (knowledge) หมายถึง สิ่งที่สั่งสมจากปฏิบัติ ประสบการณ์ ปรากฏการณ์ซึ่งได้ยิน ได้ฟัง 
  4. ปัญญา (wisdom) เป็นความรู้ที่มีอยู่นำมาคิดหรือต่อยอดให้เกิดคุณค่า หรือคุณประโยชน์มากขึ้น

2.ความหมายของการจัดการสารสนเทศ


     1.การนำเข้าข้อมูล (input) เป็นขั้นตอนแรกของการประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้
          2.1.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล
          2.1.2 การจัดระเบียบข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ มีกระบวนการดังนี้
               1)การประเมินคุณค่าของข้อมูล
               2)การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
               3)การตรวจแก้ข้อมูล
               4)การนำเข้าข้อมูล

     2.การประมวลผลข้อมูล (data processing) เป็นการจัดดำเนินการทางสถิติ หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่นำเข้าสู่กระบวนการให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือเป็นการสร้างสารสนเทศใหม่จากสารสนเทศเก่าที่นำเข้าสู่กระบวนการประมวลผล ซึ่งทำได้หลายวิธีดังนี้
          2.2.1 การเรียงลำดับ(arranging)
          2.2.2 การจัดหมวดหมู่ข้อมูล (classify)
          2.2.3 การคำนวณ (calculation)
          2.2.4 การสรุป (summarizing)
          2.2.5 การวิเคราะห์ข้อมูล (data analysis)

     3.การจัดเก็บสารสนเทศ (storing) สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลจะถูกจัดเก็บไว้ในแหล่งจัดเก็บ เพื่อการค้นสืบมาใช้ต่อไป
          2.3.1 การจัดเก็บสารสนเทศไว้ที่แหล่งเดียวกัน
          2.3.2 การจัดเก็บสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากกระบวนการประมวลผลไว้ในสื่อจัดเก็บประเภทต่างๆ 
          2.3.3 การสืบค้นเพื่อใช้งาน

     4.การส่งออกหรือการแสดงผล (output) เป็นกระบวนการของการประมวลผลไปสู่บุคคลที่ต้องการนำสารสนเทศไปใช้ในรูปแบบที่เหมาะสม

     5.การสื่อสารสารสนเทศ (information communicating) เป็นการส่งสารสนเทศไปยังบุคคลอื่นหรือสถานที่อื่นโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโทรคมนาคมในการกระจายสารสนเทศไปสู่ผู้ใช้ตามต้องการ

3. ความหมายของการความรู้

     การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่
          1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็น 
          2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ 
          3) การปรับปรุง ดัดแปลง 
          4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน 
          5) การนำประสบการณ์จากการทำงานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 
          6) การจัดบันทึก