วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

Technology Lesson 9 : การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับธุรกิจ


การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับธุรกิจ

1. e-commerce

          พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ electronic commerce คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
          ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ หรือ electronic business หมายถึง การแปลงกระบวนการหลักของธุรกิจให้สามารถดำเนินการโดยผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมทั้งกิจกรรมทางธุรกิจ การค้าขาย ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

2. e-marketing

          e-marketing ย่อมาจากคำว่า electronic marketing หรือ การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง
               ขั้นตอนการดำเนินงาน e-marketing ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
                    1) กำหนดวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อสร้างยอดขาย
                    2) การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โดยทำการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายด้วยวิธี 5W+1H คือ Who (ใคร) What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไหร่) Why (ทำไม) และ How (อย่างไร)
                    3) วางแผนงบประมาณ เป็นการประเมินจำนวนเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน รวมถึงวางแผนการตลาดให้อยู่ภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้
                    4) กำหนดแนวความคิดและรูปแบบ การหาจุดขายและลูกเล่น โดยการสร้างสรรค์แนวคิดที่แปลกใหม่ เพื่อสร้างจุดเด่น หรือความแตกต่างให้กับเว็บไซต์ของธุรกิจ และสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของเว็บไซต์ เช่น การใช้สีสัน
                    5) การวางแผนกลยุทธ์ สื่อ และช่วงเวลา การทำการตลาดอิเล็กทรอนิกส์มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดกลยุทธ์ด้านออนไลน์ที่เหมาะสม
                    6) ดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ ควรหมั่นตรวจความพร้อม ความก้าวหน้าของการดำเนินการ
                    7) การวัดผลและประเมินผลลัพธ์ โดยดูผลลัพธ์ที่ออกมาเพื่อวัดผลความสำเร็จของแผนงานที่วางไว้ สามารถประเมินผลได้จากหลายปัจจัย เช่น การเติบโตของยอดขาย

3. M-commerce

          M-commerce หรือ Mobile Commerce หมายถึง กิจกรรมเชิงพาณิชย์ การบริการข่าวสาร การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมทั้งธุรกรรมการเงินที่ดำเนินการผ่านอุปกรณ์และเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
          Mobile Marketing หรือ การตลาดด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ จัดเป็นกลยุทธ์ด้านการตลาดแนวใหม่ที่นำเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด





Technology Lesson 9 : การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับสังคม


การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับสังคม


1. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานสาธารณสุข

          งานทางด้านสาธารณสุขที่สามารถประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
               1) ระบบบริหารจัดการและการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการเอกสาร 
               2) ระบบคลินิก เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าข้อมูลตลอดจนกระบวนการรักษาพยาบาล 
               3) โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการสนับสนุนทั้งงานบริหารจัดการและงานคลินิก

2. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับศาสนา ศิลปวัฒนธรรม

     2.1 กระทรวงวัฒนธรรม
          ยุทธศาสตร์ที่ 1 ผลักดันให้ระบบศูนย์ข้อมูลกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลกลางองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ
          ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้าง สะสม และ จัดให้มีทรัพยากรเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดทำข้อมูลในรูปแบบ national digital archives 
          ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างกลไกในการพัฒนาระบบจัดเก็บทะเบียนข้อมูลสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมและข้อมูลเชิงลึกทางวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม พอเพียง ต่อเนื่องและเป็นระบบ 

     2.2 พระไตรีปิฎกภาษาบาลี ฉบับคอมพิวเตอร์

3. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 

     1) ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของกระทรวงฯ
     2) ศูนย์ข้อมูลและองค์ความรู้ทรัพยากรน้ำของกรมทรัพยากรน้ำ
     3) สารานุกรมสัตว์ เป็นบริการขององค์การสวนสัตว์
     4) บริการสืบค้นพันธุ์ไม้ เป็นระบบสืบค้นข้อมูลพันธุ์ไม้ ขององค์การสวนพฤกษศาสตร์
     5) ฐานข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงฯ
     6) แผนแม่บทโครงการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงฯ พ.ศ. 2555 – 2559 และแผนบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งข้อมูลโครงสร้างสารสนเทศของกระทรวงฯด้วย

4. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานบริการสังคม

     1) ระบบการจัดหางานของบัณฑิต
     2) ระบบแจ้งเบาะแสผู้ประสบภัยทางสังคม
     3) ระบบจัดหางานสำหรับผู้สมัครงานและผู้ว่าจ้าง
     4) ระบบบริการแจ้งเหตุสาธารณภัยเพื่อประชาชน
     5) ระบบบริการข้อมูลและประวัติการประกันสังคมสำหรับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
     6) ระบบบริการตรวจสอบสิทธิประกันสุขภาพผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
     7) ระบบบริการสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมอย่างบูรณาการ
     8) ระบบแจ้งเบาะแสเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
     9) ข้อมูลสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนพึงได้รับจากภาครัฐ
     10) ข้อมูลสวัสดิการสังคมของไทย
     11) ฐานข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
     12) ระบบแจ้งข้อมูลการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

Technology Lesson 9 : การประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อชีวิต

การประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อชีวิต


การประยุกต์เทคโนโลยีสารสเทศเพื่อการศึกษา

     การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์กับการศึกษานั้นมีเทคโนโลยีทางการศึกษาได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบที่ส่งเสริมให้เกิดสภาพการเรียนรู้แบบใหม่ที่ทำให้ผู้เรียนได้มีช่องทางการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น 

1. e-learning 

          e-Learning ย่อมาจากคำว่า electronic(s) Learning เป็นการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงการเรียนรู้ทางคอมพิวเตอร์หรือการเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์ รูปแบบของการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนมากจะเป็นการเรียนแบบออนไลน์ ซึ่งทำให้สามารถโต้ตอบกันได้เสมือนการเรียนในชั้นเรียนปกติ
          การเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์แบบผสมผสาน (A hybrid e-Learning model) ประกอบด้วย โปรแกรมประยุกต์ส่วนต่างๆ ดังนี้
               1) e-leaning map การเรียนโดยการออกแบบแผนที่การเรียนเฉพาะบุคคลซึ่งใช้ข้อมูลจากการทดสอบเบื้องต้น
               2) on-line e-learning มี 2 ตัวเลือก คือ การถ่ายทอดสด กับ การถ่ายข้อมูลลงแบบออนไลน์
               3) e- learning group ทรัพยากรในชุมชนการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกันได้โดยใช้เครื่องแม่ข่ายของกลุ่มข่าว เป็นการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับรู้เรียนในการปฏิสัมพันธ์หรือแลกเปลี่ยนข่าวสารได้ทั้งภาพและเสียง
               4) e-comprehension กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสร้างสถานการณ์ กรณีศึกษา โดยใช้ข้อความหลายมิติ เว็บไซต์ มัลติมีเดีย คำถาม และอื่นๆ
               5) e-illustration การใช้ภาพประกอบ แผนภาพ และมัลติมีเดีย เพื่อเป็นการยกตัวอย่างประกอบการอธิบายให้ชัดเจน
               6) e-workgroup แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มต่างๆ และจัดกิจกรรมทั้งภายในและระหว่างกลุ่มเพื่อให้ได้ผลการเรียนรู้ร่วมกัน

2. มัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้

          หมายถึง การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ถ่ายทอดหรือนำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่บูรณาการหรือผสมผสานสื่อหลากหลายรูปแบบ (Multiple forms) เข้าไว้ด้วยกัน 

          หลักการออกแบบเนื้อหา ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 
               1) การเตรียมเนื้อหา ประกอบด้วย การวางโครงสร้างของเนื้อหา การคัดเลือกเนื้อหาที่จะนำเสนอ การเรียงลำดับหัวข้อเนื้อหา และการใช้ภาษาให้เหมาะสม 
               2) การออกแบบเนื้อหาประเภทต่างๆ ประกอบด้วย การสร้างเนื้อหาด้านความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การสร้างเนื้อหาด้านทักษะและการปฏิบัติ การสร้างเนื้อหาด้านทัศนคติ
               3) การออกแบบข้อคำถามสำหรับการประเมิน ประกอบด้วย การสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน การสร้างแบบฝึกหัด การสร้างคำถามที่ใช้ในบทเรียน 

หลักการออกแบบการเรียนการสอน นำเสนอตามขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอนได้ 9 ขั้น ดังนี้

          1) การกระตุ้นหรือเร้าความสนใจให้พร้อมในการเรียน 
          2) การแจ้งวัตถุประสงค์ของการเรียน 
          3) การทบทวนและกระตุ้นให้ระลึกถึงความรู้เดิม 
          4) การนำเสนอสิ่งเร้าหรือเนื้อหาและความรู้ใหม่ 
          5) การแนะแนวทางการเรียนรู้
          6) การกระตุ้นการตอบสนองหรือแสดงความสามารถ 
          7) การให้ข้อมูลป้อนกลับ 
          8) การทดสอบความรู้หรือการประเมินผลการแสดงออก 
          9) การส่งเสริมความจำหรือความคงทน และการนำไปใช้หรือการถ่ายโอนการเรียนรู้ 

3. Vitual Classroom

          ห้องเรียนเสมือนเป็นห้องเรียนที่สามารถรองรับชั้นเรียนได้ในเวลาและสถานที่ซึ่งผู้เรียนกับผู้สอนไม่ได้ร่วมกันในสถานที่เดียวกัน โดยมีคุณลักษณะคือ การสนับสนุนการประเมินผลและการเข้าร่วมในการสื่อสารด้วยเครื่องมือต่างๆ ทั้งปฏิทินออนไลน์ โปรแกรมค้นหา และคำแนะนำออนไลน์

4. Mobile Technology

          ในปัจจุบันอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับทั้งการรับ-ส่งข้อมูลด้วยเสียงและข้อความ โดยกำจัดด้านความสามารถของการส่งเนื้อหาที่เป็นวิดีโอได้โดยเฉพาะการเข้าถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถนำมาเชื่อมต่อได้ทั้งเทคโนโลยีภาพเคลื่อนไหว เสียงภาพลักษณ์ต่างๆ สามารถแปลงเข้าสู่อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ แนวโน้มของสังคมที่ต้องการเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นมีมากขึ้น 
          การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์แสดงผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์แสดงภาพ อุปกรณ์เสียง เครื่องพิมพ์ ถ่ายโอนข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อไมโครโฟนในการส่งข้อมูลเสียง

Technology Lesson 8 : แนวโน้มด้านความปลอดภัยในอนาคต

แนวโน้มด้านความปลอดภัยในอนาคต


     1. เกิดข้อบังคับในหลายหน่วยงาน ในการเข้ารหัสเครื่องคอมพิวเตอร์แลปท็อป
     2. ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล ใน PDA สมาร์ทโฟนและ Iphone
     3. การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล ประเทศไทยได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
     4. หน่วยงานภาครัฐที่สำคัญเป็นเป้าหมายการโจมตีของแฮคเกอร์
     5. หนอนอินเตอร์เน็ต (Worms) บนโทรศัพท์มือถือ
     6. เป้าหมายการโจมตี VoIP (Voice over IP)
     7. ภัยจากช่องโหว่แบบซีโร-เดย์ (Zero-Day) ลักษณะของช่องโหว่แบบ Zero-day คือ ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ถูกแฮคเกอร์นำไปใช้ในการโจมตีระบบ
     8. Network Access control (NAC) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในองค์กร NAC นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาใช้มากขึ้นในองค์กรเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระขององค์กรในการจัดการปัญหาที่บุคลากรในองค์กรนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต


Technology Lesson 8 : การรักษาความปลอดภัยในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ

การรักษาความปลอดภัยในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ


1. แนวทางป้องกันภัยจากสปายแวร์

          1.1 ไม่คลิกแบ่งลิงค์บนหน้าต่างเล็กของป๊อปอัพโฆษณา ให้รีบปิดหน้าต่างโดยคลิกที่ปุ่ม “X”
          1.2 ระมัดระวังอย่างมากในการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่จัดให้ดาวน์โหลดฟรี โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะสปายแวร์จะแฝงตัวอยู่ในโปรแกรมดาวน์โหลดมา
          1.3 ไม่ควรติดตามอีเมล์ลิงค์ที่ให้ข้อมูลว่ามีการเสนอซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ เพราะอาจให้ผลตรงกันข้าม

2. แนวทางป้องกันภัยจากสนิฟเฟอร์

          2.1 SSL (Secure Socket Layer) ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลผ่านเว็บ ส่วนใหญ่จะใช้ในธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
          2.2 SSH (Secure Shell) ใช้ในการเข้ารหัสเพื่อเข้าไปใช้งานบนระบบยูนิกซ์ เพื่อป้องกันการดักจับ
          2.3 VPN (Virtual Private Network) เป็นการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต
          2.4 PGP (Pretty Good Privacy) เป็นวิธีการเข้ารหัสของอีเมล์ แต่ที่นิยมอีกวิธีหนึ่งคือ S/MIME

3. แนวทางป้องกันภัยจากฟิชชิ่ง

          3.1 หากอีเมล์ส่งมาในลักษณะของข้อมูล อาทิ จากธนาคาร บริษัทประกันชีวิต ฯลฯ ควรติดต่อกับธนาคารหรือบริษัท และสอบถามด้วยตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกเอาข้อมูลไป
          3.2 ไม่คลิกลิงค์ที่แฝงมากับอีเมล์ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจเป็นเว็บไซต์ปลอมที่มีหน้าตาคล้ายธนาคารหรือบริษัททางด้านการเงิน ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลบัตรเครดิต

4. แนวทางป้องกันภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์

          4.1 ติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสบนระบบคอมพิวเตอร์ และทำการอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมอยู่เสมอ
          4.2 ตรวจสอบและอุดช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ
          4.3 ปรับแต่งการทำงานของระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์บนระบบให้มีความปลอกภัยสูง เช่น ไม่ควรอนุญาตให้โปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิสเรียกใช้มาโคร เปิดใช้งานระบบไฟร์วอลล์ที่ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows XP หรือระบบปฏิบัติการอื่น
          4.4 ใช้ความระมัดระวังในการเปิดอีเมล์ และการเปิดไฟล์จากสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ เช่น หลีกเลี่ยงการเปิดอ่านอีเมล์และไฟล์ที่แนบมาจนกว่าจะรู้ที่มา

5. แนวทางการป้องกันภัยการโจมตีแบบ DoS (Denial of Service)

          5.1 ใช้กฎการฟิลเตอร์แพ็กเก็ตบนเราเตอรสำหรับกรองข้อมูล เพื่อลดผลกระทบต่อปัญหาการเกิด DoS
          5.2 ติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาการโจมตีโดยใช้ TCP SYN Flooding
          5.3 ปิดบริการบนระบบที่ไม่มีการใช้งานหรือบริการที่เปิดโดยดีฟอลต์
          5.4 นำระบบการกำหนดโควตามาใช้ โดยการกำหนดโควตาเนื้อที่ดิสสำหรับผู้ใช้ระบบหรือสำหรับบริการระบบ
          5.5 สังเกตและเฝ้ามองพฤติกรรมและประสิทธิภาพการทำงานของระบบ นำตัวเลขตามปกติของระบบมากำหนดเป็นบรรทัดฐานในการเฝ้าระวังในครั้งถัดไป
          5.6 ตรวจตราระบบการจัดทรัพยากรระบบตามกายภาพอย่างสม่ำเสมอ แน่ใจว่าไม่มีผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงได้ มีการกำหนดตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ในส่วนต่างๆ ของระบบอย่างชัดเจน
          5.7 ใช้โปรแกรมทริปไวร์ (Tripwire) หรือโปรแกรมใกล้เคียงในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับไฟล์คอนฟิกหรือไฟล์สำคัญ
          5.8 ติดตั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์ฮ็อตสแปร์ (Hot Spares) ที่สามารถนำมาใช้แทนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้ทันทีเมื่อเหตุฉุกเฉินขึ้น เพื่อลดช่วงเวลาดาวไทม์ของระบบ
          5.9 ติดตั้งระบบสำรองเครือข่าย หรือระบบห้องกันความสูญเสียการทำงานของระบบเครือข่าย
          5.10 การสำรองข้อมูลบนระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคอนฟิกที่สำคัญต่อการทำงานของระบบ
          5.11 วางแผนและปรับปรุงนโยบายการใช้งานรหัสผ่านที่เหมาะสม

6. แนวทางป้องกันแปมเมล์หรือจดหมายบุกรุก

          6.1 การป้องกันสแปมเมล์ ในการป้องกันจริงๆนั้นอาจทำไม่ได้ 100% แต่ก็สามารถลดปัญหาจากสแปมเมล์ได้ดังนี้
               6.1.1 แจ้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตบล็อคอีเมล์ที่มาจากชื่ออีเมล์หรือโดเมนนั้นๆ
               6.1.2 ตั้งค่าโปรแกรมอีเมล์ที่ใช้บริการอยู่โดยสามารถกำหนดได้ว่าให้ลบหรือย้ายอีเมล์ที่คาดว่าจะเป็นสแปมเมล์ไปไว้ในโฟลเดอร์ขยะ (Junk)
               6.1.3 ไม่สมัคร (Subscribe) จดหมายข่าว (Newsletter) เว็บไซต์ หรือโพสต์อีเมล์ในเว็บบอร์ดต่างๆ มากเกินไป เพราะจะเป็นการเปิดเผยอีเมล์ของเราสู่โลกภายนอก ซึ่งอาจได้
          6.2 การป้องกันอีเมลบอมบ์ ลักษณะของอีเมลบอมบ์จะเป็นการส่งอีเมล์หลายฉบับไปหาคนเพียงคนเดียวหรือไม่กี่คนเพื่อหวังผลให้ไปรบกวนระบบอีเมลให้ล่มหรือทำงานผิดปกติ ในการป้องกันอีเมลบอมบ์สามารถทำได้ดังนี้
               6.2.1 กำหนดขนาดของอีเมลบอกซ์ของแต่ละแอคเคาท์ว่าสามารถเก็บอีเมล์ได้สูงสุดเท่าใด
               6.2.2 กำหนดจำนวนอีเมล์ที่มากที่สุดที่สามารถส่งได้ในแต่ละครั้ง
               6.2.3 กำหนดขนานของอีเมล์ที่ใหญ่มี่สุดที่สามารถรับได้
               6.2.4 ไม่อนุญาตให้ส่งอีเมล์แอคเคาท์ที่ไม่มีตัวตนในระบบ
               6.2.5 ตรวจสอบว่ามีอีเมล์แอคเคาท์นี้จริงในระบบก่อนส่ง ถ้าเช็คไม่ผ่าน แสดงว่าอาจมีการปลอมชื่อมา
               6.2.6 กำหนด keyword ให้ไม่รับอีเมล์เข้ามาจาก subject ที่มีคำที่กำหนดไว้
               6.2.7 หมั่นอัพเดทรายชื่อโดเมนที่ติด black list จากการส่งอีเมล์สแปมหรืออีเมล์บอมบ์

7. การป้องกันภัยจากการเจาะระบบ


          มีแนวทางป้องกันโดยใช้ไฟร์วอลล์อาจจะอยู่ในรูปของฮาร์ดแวร์หรือซอฟแวร์ก็ได้ โดยเปรียบเสมือนยามเฝ้าประตูที่จะเข้าสู่ระบบ ตรวจค้นทุกคนที่เข้าสู่ระบบ มีการตรวจบัตรอนุญาต จดบันทึกข้อมูลการเข้าออก ติดตามพฤติกรรมการใช้งานในระบบ รวมทั้งสามารถกำหนดสิทธิ์ที่จะอนุญาตให้ใช้ระบบในระดับต่างๆ ได้


Technology Lesson 8 : รูปแบบการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550


รูปแบบการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
   

1. การเข้าถึงระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์


          1.1 สปายแวร์ เป็นโปรแกรมที่อาศัยช่องทางการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตขณะที่เราท่องเว็บไซต์บางเว็บหรือทำการดาวน์โหลดข้อมูล
          1.2 สนิฟเฟอร์ คือโปรแกรมที่คอยดักฟังการสนทนาบนเครือข่าย
          1.3 ฟิซชิ่ง เป็นการหลอกลวงเหยื่อเพื่อล้วงเอาข้อมูลส่วนตัว โดยการส่งอีเมล์หลอกลวง (Spoofing) เพื่อขอข้อมูลส่วนตัว

2. การรบกวนระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์


          2.1 ไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นโปรแกรมชนิดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูล หรือระบบคอมพิวเตอร์
               2.1.1 หนอนอินเตอร์เน็ต (Internet Worm) หมายถึงโปรแกรมที่ออกแบบมาให้สามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
               2.1.2 โทรจัน (Trojan) หมายถึง โปรแกรมที่ออกแบบมาให้แฝงเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้อื่น ในหลากหลายรูปแบบ เช่น โปรแกรม หรือ การ์ดอวยพร เป็นต้น
               2.1.3 โค้ด (Exploit) หมายถึง โปรแกรมที่ออกแบบมาให้สามารถเจาะระบบโดยอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ หรือแอพพลิเคชั่นที่ทำงานอยู่บนระบบ เพื่อให้ไวรัสหรือผู้บุกรุกสามารถครอบครอง ควบคุม หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดบนระบบได้
               2.1.4 ข่าวไวรัสหลอกลวง (Hoax) มักจะอยู่ในรูปแบบของการส่งข้อความต่อ ๆ กันไป เหมือนกับการส่งจดหมายลูกโซ่ โดยข้อความประเภทนี้จะใช้หลักจิตวิทยา ทำให้ข่าวสารนั้นน่าเชื่อถือ ถ้าผู้ที่ได้รับข้อความปฏิบัติตามอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์
          2.2 ดิไนออล อ๊อฟ เซอร์วิส (Distributed of Service : DoS) หรือ ดิสตริบิวต์ ดิไนออล อ๊อฟ เซอร์วิส (Distributed Denial of Service : DDoS) เป็นการโจมตีจากผู้บุกรุกที่ต้องการทำให้เกิดภาวะที่ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถให้บริการได้
               2.2.1 การแพร่กระจายของไวรัสปริมาณมากในเครือข่าย ก่อให้เกิดการติดขัดของการจราจรในระบบเครือข่าย ทำให้การสื่อสารในเครือข่ายตามปกติช้าลง หรือใช้ไม่ได้
               2.2.2 การส่งแพ็กเก็ตจำนวนมากเข้าไปในเครือข่ายหรือ ฟลัดดิ้ง(flooding) เพื่อให้เกิดการติดขัดของการจราจรในเครือข่ายมีสูงขึ้น ส่งผลให้การติดต่อสื่อสารภายในเครือข่ายช้าลง
               2.2.3 การโจมตีข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ระบบ เพื่อจุดประสงค์ในการเข้าถึงสิทธิ์การใช้สูงขึ้น จนไม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้
               2.2.4 การขัดขวางการเชื่อมต่อใดๆ ในเครือข่ายทำให้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เครือข่ายไม่สามารถสื่อสารกันได้
               2.2.5 การโจมตีที่ทำให้ซอฟต์แวร์ในระบบปิดตัวลงเองโดยอัตโนมัติ หรือไม่สามารถทำงานต่อได้จนไม่สามารถให้บริการใดๆ ได้อีก
               2.2.6 การกระทำใดๆ ก็ตามเพื่อขัดขวางผู้ใช้ระบบในการเข้าใช้บริการในระบบได้ เช่น การปิดบริการเว็บเซิร์ฟเวอร์ลง
               2.2.7 การทำลายระบบข้อมูล หรือบริการในระบบ เช่น การลบชื่อ และข้อมูลผู้ใช้ออกจากระบบ ทำให้ไม่สามารถเช้าสู่ระบบได้

3. การสแปมเมล์ (จดหมายบุกรุก)


          ความผิดฐานการสแปมเมล์อีเมล์ จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 11 ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ลักษณะการกระทำ เป็นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์ไปให้บุคคลอื่น โดยการซ่อนหรือปลอมชื่อ อีเมล์

4. การใช้โปรแกรมเจาะระบบ (Hacking Tool)


          การกระทำผิดฐานเจาะระบบโดยใช้โปรแกรม จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 13 ซึ่งการเจาะระบบเรียกว่า การแฮคระบบ (Hack) เป็นการเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้มีการรักษาความปลอดภัยไว้ ให้สามารถเข้าใช้ได้สำหรับผู้ที่อนุญาตเท่านั้น ส่วนผู้ที่เข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตจะเรียกว่า แฮคเกอร์

5. การโพสต์ข้อมูลเท็จ


          สำหรับการโพสต์ข้อมูลเท็จ หรือการใส่ร้าย กล่าวหาผู้อื่น การหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อหรือการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม หรือก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

6. การตัดต่อภาพ


          ความผิดฐานการตัดต่อภายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เป็นความผิดในมาตรา 16 ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งการกระทำผิดรวมถึงการแต่งเติม หรือดัดแปลงรูปภาพด้วยวิธีใดๆ จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอาย

Technology Lesson 8 : จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ


     จริยธรรม (Ethics) เป็นแบบแผนความประพฤติหรือความมีสามัญสำนึกรวมถึงหลักเกณฑ์ที่คนในสังคมตกลงร่วมกันเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันต่อสังคมในทางที่ดี
     จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต้องอยู่บนพื้นฐาน 4 ประเด็นด้วยกัน
          1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy)
          2. ความถูกต้องแม่นยำ (Information Accuracy)
          3. ความเป็นเจ้าของ (Information Property)
          4. การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility)